แพนิคอาการกังวลกระวนกระวายใจที่ไม่ได้เป็นแค่ชั่วคราว แต่ส่งผลตลอดชีวิต แถมยังกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน หลายคนที่เป็นก็ต้องลำบากขึ้นอย่างมาก ในวันนี้เราจึงอยากอธิบายสาเหตุ อาการ รวมถึงวิธีรักษาให้กับคนที่มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคแพนิค หรือคนใกล้ชิดผู้เป็นโรคแพนิค เพื่อหาแนวทางการใช้ชีวิตร่วมกัน และวิธีดูแลตัวเองหรือคนรอบข้างให้รับมือกับอาการได้ง่ายมากขึ้น จะเป็นอย่างไรบ้างต้องลองอ่านดูค่ะ
โรคแพนิค คืออะไร?
โรคแพนิค คือ อาการใจสั่น หายใจติดขัด มวนท้อง คลื่นไส้ มือสั่น หรือภาวะกลัวจนไม่สามารถขยับตัวได้ โดยเกิดขึ้นกะทันหันและมักเกิดหลังจากเจอสถานการณ์หรือเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้รู้สึกกังวล ซึ่งจะเป็นอยู่ประมาณ 20 นาทีก่อนจะหายไปเอง ความอันตรายก็คือระหว่างที่เกิดอาการนี้ขึ้นมา คนที่เป็นแทบไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เลย ซึ่งจะไปคล้ายกับอาการที่เกิดหลังจากดื่มคาเฟอีนมากเกินไป หรือโรคบางชนิดอย่างไมเกรน หัวใจเต้นผิดจังหวะ ที่มีลักษณะเดียวกัน แต่ถ้าเป็นขึ้นมาโดยไม่ได้มีการกระตุ้นจากสารหรือโรคดังกล่าว ก็สามารถคาดได้ว่าเป็นเพราะโรคแพนิคค่ะ (แต่ต้องตรวจเช็กโดยแพทย์เพื่อความแน่ชัดอีกที) ซึ่งอาการแพนิคนี้เป็นอุปสรรคต่อการเรียน ทำงาน หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตประจำวันด้วยค่ะ
สาเหตุของแพนิคเกิดจากอะไร?
สาเหตุของโรคแพนิคมาได้จากหลายปัจจัยค่ะ หลักๆ ก็เป็นเพราะกรรมพันธุ์ ฮอร์โมนทำงานผิดปกติ การใช้สารเสพติด ความเครียดสะสม หรือการพบเจอเหตุการณ์บางอย่างที่สะเทือนใจมากๆ เช่น การถูกทิ้ง โดนทำร้ายร่างกาย เป็นต้น จนส่งผลให้เคมีในสมองทำงานผิดปกติ ตอบสนองสิ่งเร้าได้ไวเกินไป ส่วนมากมักถูกกระตุ้นจากความกังวล ความกลัว พอไม่สามารถจัดการกับภาวะดังกล่าวได้ ก็จะส่งผลให้ระบบประสาทที่ควบคุมร่างกายสั่งงานผิดพลาด แล้วเกิดอาการใจสั่น หายใจลำบาก ตามมานั่นเอง
สามารถหายจากโรคแพนิคเองได้ไหม
เนื่องจากโรคแพนิคเกิดจากการทำงานของสารเคมีในสมอง จึงไม่สามารถหายเองได้ค่ะ (อาจพอดูแลตัวเองให้อาการไม่กำเริบได้บ้าง แต่ถ้าได้ยารักษาร่วมด้วยจะหายไวกว่า) ดังนั้นใครที่เริ่มพบอาการเบื้องต้นอย่างหายใจติดขัด ใจสั่น ควบคุมตัวเองไม่ได้ ถ้ารู้ตัวว่าไม่ได้เป็นจากสาเหตุอื่น และคิดว่าเข้าข่ายโรคแพนิค ก็ควรต้องพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรค วิเคราะห์อาการ หาสาเหตุ และแนวทางการรักษาต่อไปค่ะ ซึ่งคนที่เป็นโรคแพนิคเมื่อได้พบแพทย์แล้วก็ควรกินยาตามที่ได้รับ พร้อมกับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งกายและใจร่วมด้วยจะช่วยให้อาการดีขึ้นได้ค่ะ
เป็นโรคแพนิค ห้ามกินอะไรบ้าง?
อาหารบางชนิดที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ อาจไปกระตุ้นอาการของคนที่เป็นโรคแพนิคได้เช่นกันค่ะ เพราะฉะนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงหรือกินในปริมาณน้อยเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย โดยมีที่ต้องระวังหลักๆ 4 ประเภทด้วยกัน
อาหารที่มีน้ำตาลสูง
อาหารที่มีน้ำตาลสูงจะไปเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะอ่อนเพลีย ฮอร์โมนไม่สมดุล ใจสั่น และไปกระตุ้นอาการแพนิคได้ค่ะ ซึ่งอาหารที่มีน้ำตาลสูงก็จะเป็นพวกข้าวหรือแป้งขัดขาว น้ำหวาน ขนม รวมทั้งผักผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง เช่น หอมหัวใหญ่ บีทรูท แตงโม ขนุน น้อยหน่า ลำไย นั่นเอง
อาหารที่มีคาเฟอีน
คาเฟอีนไม่ว่าจากอาหารหรือเครื่องดื่มชนิดใด ล้วนเป็นสิ่งที่คนเป็นแพนิคควรเลี่ยงค่ะ ทั้งในกาแฟ ชา ช็อกโกแลต หรือน้ำอัดลมก็ตาม เพราะสารคาเอฟอีนสามารถกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความตื่นตัว กระสับกระส่าย อาจไปกระตุ้นอาการแพนิคได้ค่ะ
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ฤทธิ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายเกิดความวิตกกังวล รวมทั้งอาการนอนไม่หลับ ซึ่งก็มีผลข้างเคียงที่อาจทำให้แพนิคกำเริบขึ้นมาได้ค่ะ
อาหารแปรรูป
ในอาหารแปรรูปแต่ละชนิดมักจะมีสารเคมีที่ใส่เข้าไปเพื่อคงความสวยงาม หรือคุณสมบัติบางอย่าง ซึ่งสารเคมีเหล่านี้ก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกาย รวมถึงโรคแพนิคได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นจึงควรเลี่ยงค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ไส้กรอก ของที่อมน้ำมันสูง หรือขนมและเครื่องดื่มที่ใส่ครีมเทียม เป็นต้น
โรคแพนิค รักษาด้วยวิธีไหนได้บ้าง?
โดยปกติแล้วโรคแพนิคสามารถรักษาได้ด้วย 2 วิธีหลักๆ คือการรักษาโดยใช้ยา และการรักษาด้วยวิธีจิตบำบัด ซึ่งอาจทำร่วมกันทั้ง 2 แบบก็ได้ค่ะ โดยมีวิธีรักษาที่แตกต่างกันดังนี้
รักษาด้วยยา
ยารักษาโรคแพนิคก็จะมีด้วยกันหลายชนิด แต่ที่ใช้กันแพร่หลายก็จะเป็น 2 กลุ่ม คือ ยาต้านเศร้า ที่จะเข้าไปปรับสารเคมีในสมอง ยาชนิดนี้จะใช้เวลาในการออกฤทธิ์จึงต้องกินอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลาอย่างน้อย 2 – 4 สัปดาห์ถึงจะเริ่มเห็นผล ช่วยลดการกำเริบของอาการและรักษาโรคได้ในระยะยาวค่ะ ส่วนอีกชนิดก็จะเป็นยาในกลุ่มคลายกังวลหรือยากล่อมประสาท ซึ่งใช้ในกรณีจำเป็นเท่านั้น อย่างเวลาที่อาการกำเริบหนักมากๆ ไม่เหมาะกับใช้ทั่วไป เพราะอาจส่งผลให้ร่างกายดื้อยาได้ค่ะ แต่สำหรับผู้ป่วยบางราย แพทย์จะให้ยาทั้ง 2 กลุ่มกินควบคู่กันไป พอยาในกลุ่มแรกที่อาศัยเวลาในการออกฤทธิ์เริ่มเห็นผล ก็จะให้ลดยาในกลุ่มที่ 2 ค่ะ
รักษาด้วยวิธีจิตบำบัด
วิธีรักษาแบบจิตบำบัดจะเป็นการฝึกความคิดและพฤติกรรม ให้สามารถป้องกันปัจจัยที่กระตุ้นอาการเบื้องต้นได้ค่ะ ซึ่งก็จะมีเน้นการทำสมาธิ กำหนดลมหายใจ หรืออาจใช้ศิลปะบำบัดเพื่อผ่อนคลายร่วมด้วย วิธีเหล่านี้จะทำให้ผู้ป่วยรู้ทันความคิด ความรู้สึกแต่ละแบบ รวมถึงอารมณ์ที่อาจก่อให้เกิดความกังวลต้นเหตุของแพนิคได้ เมื่อรู้เท่าทันแล้วผู้ป่วยก็จะสามารถควบคุมสติ ทำให้อยู่ร่วมกับความกังวลได้อย่างเบาใจ ไม่รู้สึกกระวนกระวายจนกำเริบไปเป็นอาการแพนิคนั่นเอง
โรคแพนิค กับ โรคซึมเศร้าต่างกันอย่างไร?
โรคแพนิคคือการที่ผู้ป่วยอยู่ในความรู้สึกกังวลใจและไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร ทำให้เกิดอาการทางร่างกายตามมาแต่จะหายไปในเวลาไม่นาน ซึ่งจะต่างกับโรคซึมเศร้าค่ะ เพราะโรคซึมเศร้ามาจากภาวะที่ผู้ป่วยอยู่ในความเศร้า อารมณ์หดหู่ ท้อแท้ หรือเบื่อหน่าย ส่งผลต่อพฤติกรรมและการใช้ชีวิต ซึ่งอาจจะกินเวลาสั้นๆ หรือนานมากก็ได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้คนที่เป็นโรคแพนิค อาจมีอาการซึมเศร้าร่วมด้วยได้ค่ะ เนื่องจากความรู้สึกกระวนกระวายใจที่เกิดบ่อยๆ โดยควบคุมไม่ได้ สามารถส่งผลต่อจิตใจโดยตรง หรือบางรายอาจเป็นแพนิคเวลาพูดต่อหน้าคน การพบปะผู้คนที่ไม่คุ้นเคย ทำให้กลัวการเข้าสังคมจนนเกิดเป็น Social Anxiety ก็ได้เช่นกัน
โรคแพนิค มีกี่ประเภท
ปัจจุบันยังไม่มีการแบ่งประเภทของแพนิคออกอย่างชัดเจน แต่เราสามารถแบ่งคร่าวๆ ได้จากสาเหตุของโรค นั่นก็คือ แพนิคที่เกิดจากปัจจัยภายใน เช่น กรรมพันธุ์ ฮอร์โมน และแพนิคที่เกิดจากปัจจัยกระตุ้นภายนอก เช่น ความกังวล ความกลัว ตื่นตระหนก แต่ไม่สามารถควบคุมได้ รวมถึงแพนิคที่เกิดจากการผ่านสถานการณ์ที่สะเทือนใจมานั่นเอง ซึ่งก็จะมีทั้งแบบที่เป็นภาวะแพนิค และแบบที่เป็นแพนิคเรื้อรัง ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องค่ะ
โรคแพนิครักษาที่ไหน
ส่วนมากโรงพยาบาลที่รักษาโรคแพนิคก็จะเปิดให้บริการอยู่ในแผนกจิตเวชศาสตร์ในโรงพยาบาลทั่วไปทั้งรัฐบาลและเอกชน หรืออาจเลือกไปรักษาในโรงพยาบาลที่อยู่ในสังกัดกรมสุขภาพจิตโดยตรงเลยก็ได้เช่นกันค่ะ
สรุป
ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโรคแพนิค ไม่ว่าจะเป็นอาการ ต้นเหตุ วิธีรักษา ที่สรุปมาให้ทุกคนได้รู้จักค่ะ ทั้งนี้ใครที่อ่านมาแล้วรู้สึกว่าตัวเองมีอาการคล้ายกับในบทความนี้ หรือมีเพื่อนๆ คนรู้จักที่มีแนวโน้มจะเป็นโรคแพนิค ก็สามารถไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยได้ทันค่ะ อย่าคิดว่าเป็นอาการที่น่ารังเกียจ หรือรู้สึกแปลกแยกจากคนอื่น เพราะการป่วยไม่ว่าจะด้วยโรคไหนก็ล้วนเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ทางที่ดีควรรีบหาวิธีรักษาเพื่อจะได้กลับไปใช้ชีวิตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและสะดวกสบายอย่างที่ควรจะเป็นนั่นเอง
ขอบคุณที่มาและข้อมูลจาก allwellhealthcare, medthai, doctorraksa, si.mahidol, thairath